ขั้นตอนการซื้อคอนโด บ้าน หรือทาวน์โฮม : เตรียมตัวอย่างไร กู้เงินอย่างไร
การซื้อคอนโด บ้าน หรือทาวน์โฮม เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญในชีวิต มีขั้นตอนที่ต้องเตรียมตัว ดังนี้

1. กำหนดงบประมาณ
- โดยเริ่มพิจารณาจากเงินรายได้ เงินเก็บ และภาระหนี้สินปัจจุบัน
- คำนวณยอดผ่อนชำระที่ไหว
สูตร
ยอดผ่อนชำระสูงสุดที่ไหว = (รายได้สุทธิต่อเดือน x อัตราส่วน DSR สูงสุด)
ตัวแปร
- รายได้สุทธิต่อเดือน: เงินเดือน - ค่าใช้จ่ายจำเป็น (ค่าเช่า ค่าน้ำค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ฯลฯ)
- อัตราส่วน DSR สูงสุด: อัตราส่วนหนี้สินต่อรายได้ที่ธนาคารยอมรับ โดยทั่วไปอยู่ที่ 40%
ตัวอย่าง
นาย A มีรายได้รวม 50,000 บาทต่อเดือน ค่าใช้จ่ายจำเป็น 30,000 บาท
และต้องการซื้อบ้านราคา 5,000,000 บาท กู้เงิน 90% ของราคาบ้าน
คิดเป็นเงิน 4,500,000 บาท ระยะเวลากู้ 30 ปี อัตราดอกเบี้ย 3% ต่อปี
การคำนวณ
- รายได้สุทธิต่อเดือน: 50,000 - 30,000 = 20,000 บาท
- อัตราส่วน DSR สูงสุด: 40%
- ยอดผ่อนชำระสูงสุดที่ไหว: 20,000 x 40% = 8,000 บาท
สรุป
นาย A สามารถผ่อนชำระได้สูงสุด 8,000 บาทต่อเดือน
เงินรายได้: เงินที่ได้รับจากการทำงานหรือประกอบอาชีพ
เงินเก็บ: เงินที่เหลือหลังจากหักค่าใช้จ่ายต่างๆ
ภาระหนี้สินปัจจุบัน: เงินที่ต้องชำระหนี้สินต่างๆ เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ บัตรเครดิต
เผื่อเงินสำหรับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าธรรมเนียมต่างๆ ค่าส่วนกลาง เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า

2.เลือกประเภทที่อยู่อาศัย
- โดยพิจารณาจากไลฟ์สไตล์ งบประมาณ และความต้องการใช้งาน
- คอนโด: เหมาะกับคนโสด ครอบครัวขนาดเล็ก ที่ต้องการความสะดวกสบาย ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวก แต่พื้นที่จำกัด
ประเภทของคอนโด
คอนโดมิเนียมในประเทศไทยโดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
- อาคารชุดพักอาศัย (Residential Condominium)
เป็นคอนโดที่นิยมมากที่สุด มุ่งเน้นการอยู่อาศัยจริง เน้นความสะดวกสบาย ราคาจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก ประเภทห้อง วัสดุที่ใช้
- อาคารชุดพักตากอากาศ (Resort Condominium)
ตั้งอยู่ในแหล่งท่องเที่ยว เน้นการพักผ่อนหย่อนใจ มักมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส ร้านอาหาร
- อาคารชุดสำนักงาน (Office Condominium)
ออกแบบมาเพื่อเป็นที่ทำงาน มักอยู่ใจกลางเมือง ใกล้แหล่งธุรกิจ
- อาคารชุดพาณิชยกรรม (Commercial Condominium)
พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นร้านค้า ร้านอาหาร มักอยู่ชั้นล่างของอาคารชุดประเภทอื่นๆ
- อาคารชุดแบบผสมผสาน (Mixed-Use Condominium)
เป็นการรวมคอนโดหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน เช่น อาคารชุดพักอาศัย อาคารชุดสำนักงาน อาคารชุดพาณิชยกรรม
ความสำคัญของการเลือกคอนโด
การเลือกคอนโดมีหลายปัจจัยที่ต้องพิจารณา ดังนี้
1.ทำเล
- ใกล้กับสถานที่ทำงาน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า- การคมนาคมสะดวก
- สภาพแวดล้อมปลอดภัย
2.สิ่งอำนวยความสะดวก
- สระว่ายน้ำ
- ฟิตเนส
- สวนสาธารณะ
- ร้านค้า ร้านอาหาร
- ระบบรักษาความปลอดภัย
3.ประเภทห้อง
- ขนาดห้อง
- จำนวนห้องนอน ห้องน้ำ
- วิว
- แสงแดด
4.ราคา
- ตรงกับงบประมาณ
- คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้
5.นิติบุคคล
- บริหารจัดการดี
- ดูแลรักษาความสะอาด
- รักษาความปลอดภัย
6.กฎระเบียบของคอนโด
- ศึกษาให้ละเอียด
-ปฏิบัติตามกฎระเบียบ
7.อนาคตของพื้นที่
- มีแนวโน้มพัฒนาอย่างไร
- มีโครงการก่อสร้างอะไรในบริเวณใกล้เคียง
- บ้าน: เหมาะกับครอบครัวขนาดใหญ่ ต้องการพื้นที่ส่วนตัว มีบริเวณสวน แต่ราคาสูงและการบำรุงรักษาอาจยุ่งยากกว่า
ปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อบ้าน
การซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ เพราะบ้านเป็นที่อยู่อาศัยระยะยาว ดังนั้นจึงต้องพิจารณาหลายปัจจัยอย่างรอบคอบ ดังนี้
1.ทำเล
- ความสะดวกในการเดินทาง: ใกล้กับสถานที่ทำงาน สถานศึกษา ห้างสรรพสินค้า หรือสถานที่ที่ต้องไปบ่อยๆ
- การคมนาคม: มีระบบขนส่งสาธารณะรองรับ สะดวกต่อการเดินทาง
- สิ่งแวดล้อม: ปลอดภัย เงียบสงบ ร่มรื่น
- อนาคตของพื้นที่: มีแนวโน้มพัฒนาอย่างไร มีโครงการก่อสร้างอะไรในบริเวณใกล้เคียง
2.ตัวบ้าน
- ขนาดบ้าน: เหมาะสมกับจำนวนสมาชิกในครอบครัว
-ฟังก์ชันการใช้งาน: ตอบโจทย์การใช้ชีวิต
- การออกแบบ: สวยงาม ทันสมัย
- วัสดุที่ใช้: แข็งแรง ทนทาน
-สภาพบ้าน: ตรวจสอบโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ประปา
-ทิศทาง: เหมาะกับสภาพอากาศ
3.สิ่งอำนวยความสะดวก
- ภายในบ้าน: สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อม
-ส่วนกลาง: สวนสาธารณะ พื้นที่จอดรถ ระบบรักษาความปลอดภัย
4.ราคา
- ตรงกับงบประมาณ: ผ่อนไหว ไม่เป็นภาระ
- คุ้มค่า: เปรียบเทียบราคาบ้านในทำเลใกล้เคียง
5.นิติบุคคล
- บริหารจัดการดี: ดูแลรักษาความสะอาด รักษาความปลอดภัย
- กฎระเบียบชัดเจน: เป็นธรรม
ทาวน์โฮม: ทางเลือกกึ่งกลางระหว่างคอนโดและบ้าน พื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโด แต่ราคาและการบำรุงรักษาย่อมมากกว่า
ทาวน์โฮมเหมาะกับคนหลายกลุ่ม ดังนี้
- ครอบครัวขนาดเล็กถึงปานกลาง: ทาวน์โฮมมีพื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโด เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิก 2-4 คน
- ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง: ทาวน์โฮมมีพื้นที่สวนส่วนตัว เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่น
- ผู้ที่ต้องการพื้นที่ทำงาน: บางทาวน์โฮมมีพื้นที่ที่สามารถดัดแปลงเป็นโฮมออฟฟิศได้
- ผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว: ทาวน์โฮมมีพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าคอนโด
- ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด: ทาวน์โฮมมีราคาถูกกว่าบ้านเดี่ยว
ตัวอย่างทาวน์โฮมที่เหมาะกับแต่ละกลุ่ม
- ครอบครัว: ทาวน์โฮมที่มี 3-4 ห้องนอน 2-3 ห้องน้ำ พื้นที่สวน
- ผู้ที่มีสัตว์เลี้ยง: ทาวน์โฮมที่มีรั้วรอบตัว พื้นที่สวนกว้าง
- ผู้ที่ต้องการพื้นที่ทำงาน: ทาวน์โฮมที่มีชั้นล่างที่สามารถดัดแปลงเป็นโฮมออฟฟิศ
- ผู้ที่ต้องการความเป็นส่วนตัว: ทาวน์โฮมในโครงการที่มีจำนวนยูนิตน้อย
- ผู้ที่มีงบประมาณจำกัด: ทาวน์โฮมในย่านชานเมือง
ข้อดีของทาวน์โฮม
- พื้นที่ใช้สอยมากกว่าคอนโด: เหมาะกับครอบครัวที่มีสมาชิกหลายคน
- ความเป็นส่วนตัว: ทาวน์โฮมมีพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าคอนโด
- พื้นที่สวน: บางทาวน์โฮมมีพื้นที่สวน เหมาะสำหรับสัตว์เลี้ยงวิ่งเล่น
- สิ่งอำนวยความสะดวก: บางโครงการทาวน์โฮมมีสิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สระว่ายน้ำ ฟิตเนส
- ราคา: ทาวน์โฮมมีราคาถูกกว่าบ้านเดี่ยว
ข้อเสียของทาวน์โฮม
- ไม่มีที่จอดรถ: บางทาวน์โฮมไม่มีที่จอดรถ
- เสียงรบกวน: ทาวน์โฮมอยู่ใกล้กัน อาจจะมีเสียงรบกวนจากเพื่อนบ้าน
- ค่าบำรุงรักษา: ทาวน์โฮมมีค่าบำรุงรักษา เช่น ค่าส่วนกลาง
- กฎระเบียบ: บางโครงการทาวน์โฮมมีกฎระเบียบที่เข้มงวด
3. เลือกโครงการ
- ศึกษาข้อมูลโครงการ เปรียบเทียบราคา ทำเล สิ่งอำนวยความสะดวก สภาพแวดล้อม และความน่าเชื่อถือของผู้ประกอบการ
เป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อคอนโดบ้านหรือทาว์โฮมเพื่อให้ได้ที่อยู่อาศัยที่ตรงกับ
ความต้องการ และคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย
ศึกษาข้อมูลโครงการ
ประเภทโครงการ: คอนโด บ้าน หรือทาวน์โฮม
รูปแบบห้องหรือบ้าน: ขนาด พื้นที่ใช้สอย จำนวนห้องนอน ห้องน้ำ
สิ่งอำนวยความสะดวก: สระว่ายน้ำ ฟิตเนส สวนหย่อม รปภ. ฯลฯ
ราคา: เปรียบเทียบราคาจากหลายโครงการ
ทำเล: ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับทำเล ศักยภาพการเจริญเติบโต การคมนาคม สิ่งอำนวยความสะดวกใกล้เคียง
สภาพแวดล้อม: ศึกษาสภาพแวดล้อมโดยรอบ ความปลอดภัย มลพิษ เสียงรบกวน
ผู้ประกอบการ: ตรวจสอบผลงานในอดีต ประวัติการก่อสร้าง ความน่าเชื่อถือ
เยี่ยมชมโครงการจริง พูดคุยกับพนักงานขาย และตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้าน
คำแนะนำสำหรับการตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้านก่อนโอน
ทำไมต้องตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้านก่อนโอน?
- เพื่อป้องกันความเสี่ยงที่จะได้รับห้องหรือบ้านที่มีปัญหา
- เพื่อตรวจสอบว่าห้องหรือบ้านเป็นไปตามสัญญาซื้อขาย
- เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในภายหลัง
ใครควรช่วยตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้านก่อนโอน?
- ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม: วิศวกรโยธา หรือวิศวกรไฟฟ้า
- ผู้รับเหมา: ผู้รับเหมาที่เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง
- บริษัทตรวจสอบบ้าน: บริษัทที่ให้บริการตรวจสอบสภาพบ้าน
- ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท: ที่มีความรู้ด้านการก่อสร้าง
เตรียมตัวอย่างไรก่อนตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้านก่อนโอน?
- ศึกษาสัญญาซื้อขาย: ดูรายละเอียดเกี่ยวกับห้องหรือบ้าน เช่น ขนาด วัสดุที่ใช้
- เตรียมเอกสาร: บัตรประชาชน สำเนาโฉนดที่ดิน สัญญาซื้อขาย}- จดรายการสิ่งที่ต้องตรวจสอบ: เช่น ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน ประตู หน้าต่าง ระบบไฟฟ้า ประปา
- เตรียมอุปกรณ์: ไฟฉาย กล้องถ่ายรูป
ขั้นตอนการตรวจสอบสภาพห้องหรือบ้านก่อนโอน
- ตรวจสอบเอกสาร
- ตรวจสอบสภาพทั่วไปของห้องหรือบ้าน
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า
- ตรวจสอบระบบประปา
- ตรวจสอบงานอื่นๆ เช่น ฝ้าเพดาน ประตู หน้าต่าง
- จดบันทึกปัญหาที่พบ
- แจ้งปัญหาให้ผู้ขายทราบ
- รอการแก้ไขจากผู้ขาย
- ตรวจสอบอีกครั้งหลังการแก้ไข
- เซ็นรับห้องหรือบ้าน
4. เตรียมเอกสารกู้เงิน
- เอกสารแสดงรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการจ่ายภาษี
- เอกสารแสดงสถานะทางการเงิน เช่น สมุดบัญชีธนาคาร
- เอกสารอื่นๆ ที่ธนาคารต้องการ
เอกสารเงินกู้ แบ่งตามอาชีพหลักๆ 4-5 ประเภท
- พนักงานประจำ- สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 6 เดือน
- หนังสือรับรองการจ้างงาน
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงรายได้อื่นๆ (ถ้ามี) เช่น ใบเสร็จรับเงินจากการประกอบอาชีพเสริม
- เจ้าของกิจการ
- เอกสารจดทะเบียนการค้า
- งบการเงินย้อนหลัง 1 ปี
- ใบเสร็จรับเงิน
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- อาชีพอิสระ
- เอกสารแสดงการจดทะเบียนประกอบอาชีพ (ถ้ามี)
- ใบเสร็จรับเงิน
- งบการเงินย้อนหลัง 1 ปี (ถ้ามี)
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
4.เกษตรกร
- เอกสารสิทธิ์ในที่ดิน
- ทะเบียนบ้าน
- ใบเสร็จรับเงินจากการขายผลผลิต
- สำเนาบัตรประชาชน
- เอกสารแสดงรายได้อื่นๆ (ถ้ามี)
5.ผู้ประกอบอาชีพรับจ้าง
- ใบรับรองการหางานจากสำนักงานจัดหางาน
- สำเนาบัตรประชาชน
- สำเนาทะเบียนบ้าน
- เอกสารแสดงรายได้อื่นๆ (ถ้ามี)

5. ยื่นกู้สินเชื่อ
- เปรียบเทียบข้อเสนอจากธนาคารต่างๆ
- เลือกธนาคารและโปรแกรมสินเชื่อที่เหมาะสม
- เตรียมเอกสารให้ครบถ้วนและยื่นขอสินเชื่อ
6. ทำสัญญาซื้อขาย
สัญญาจะซื้อจะขาย คืออะไร?
สัญญาจะซื้อจะขาย
เป็นสัญญาที่ทำขึ้นระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายเพื่อแสดงเจตนาที่จะซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต
ความหมาย:
- ผู้ซื้อ: บุคคลที่ต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์
- ผู้ขาย: บุคคลที่ต้องการขายอสังหาริมทรัพย์
- อสังหาริมทรัพย์: ทรัพย์สินที่ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้ เช่น ที่ดิน บ้าน อาคาร
สัญญาจะซื้อจะขาย มีผลผูกพันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย
ผู้ซื้อ มีหน้าที่:
- ชำระเงินมัดจำ
- ชำระเงินส่วนที่เหลือ
- โอนกรรมสิทธิ์
ผู้ขาย มีหน้าที่:
- โอนกรรมสิทธิ์
- ส่งมอบอสังหาริมทรัพย์
- รับประกันความถูกต้องของสัญญา
- เมื่อได้รับอนุมัติสินเชื่อ ตรวจสอบสัญญาซื้อขายให้ละเอียด
- เซ็นสัญญาและโอนเงินดาวน์

7. รับโอนกรรมสิทธิ์
- เตรียมเอกสารและเงินส่วนที่เหลือไปทำการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน
เมื่อตกลงซื้อขายคอนโดบ้านหรือทาวน์โฮมเรียบร้อยแล้วขั้นตอนต่อไป คือการไปโอนกรรมสิทธิ์ที่กรมที่ดิน
เอกสารที่ต้องเตรียม
- โฉนดที่ดินฉบับจริง
- สัญญาซื้อขายที่ดิน
- ใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมการโอน
- บัตรประชาชนของผู้ขายและผู้ซื้อ
- ทะเบียนบ้านของผู้ขายและผู้ซื้อ
- สำเนาบัตรประชาชนคู่สมรส (กรณีสมรส)
- สำเนาทะเบียนสมรส (กรณีสมรส)
- หนังสือมอบอำนาจ (กรณีมีการมอบอำนาจให้ผู้อื่นมาทำการโอนแทน)
เงินที่ต้องเตรียม
- เงินค่าธรรมเนียมการโอน: คำนวณจากราคาซื้อขาย
- ภาษีธุรกิจเฉพาะการ (ภพท.) 3.3%: คำนวณจากราคาซื้อขาย
- ค่าธรรมเนียมอื่นๆ: เช่น ค่าอากร ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน
8. ตกแต่งและเข้าอยู่
คำแนะนำสำหรับการตกแต่งห้อง
ก่อนการตกแต่ง
1.กำหนดวัตถุประสงค์:
- ตกแต่งเพื่อปล่อยเช่า: เน้นความเรียบง่าย ทนทาน ฟังก์ชันการใช้งานครบครัน เลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่มีราคาไม่สูง
- ตกแต่งเพื่ออยู่อาศัยเอง: เน้นความชอบส่วนตัว เลือกสไตล์ที่เหมาะกับตัวเอง เลือกเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งที่มีคุณภาพ
2.วัดขนาดห้อง:
- จดบันทึกขนาดความกว้าง ความยาว ความสูงของห้อง
- วาดผังห้อง เพื่อวางแผนการจัดวางเฟอร์นิเจอร์
3.กำหนดงบประมาณ:
- กำหนดวงเงินรวมสำหรับการตกแต่ง
- แบ่งสัดส่วนงบประมาณสำหรับค่าเฟอร์นิเจอร์ ของตกแต่ง วัสดุอุปกรณ์ และค่าช่าง
4.หาแรงบันดาลใจ:
- หาดูรูปตัวอย่างการตกแต่งห้องจากนิตยสาร เว็บไซต์ หรือโซเชียลมีเดีย
- เก็บไอเดียที่ชอบไว้
หลังการตกแต่ง
1.ตรวจสอบความเรียบร้อย:
- ตรวจสอบว่างานตกแต่งเสร็จสมบูรณ์ตามที่ตกลงไว้
- ตรวจสอบว่าไม่มีรอยตำหนิหรือชำรุด
- ตรวจสอบว่าระบบไฟฟ้าและประปาทำงานได้ปกติ
2.ทำความสะอาด:
- ทำความสะอาดห้องให้สะอาดเรียบร้อย
- เตรียมห้องให้พร้อมสำหรับการใช้งาน
ย้ายเข้าอยู่บ้านใหม่
สรุป
การซื้อบ้านเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญ ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด พิจารณาปัจจัยต่างๆ อย่างรอบคอบ
ขั้นตอนก่อนซื้อบ้าน
1.กำหนดงบประมาณ:
- พิจารณาเงินรายได้ เงินเก็บ หนี้สิน
- คำนวณยอดผ่อนชำระที่สามารถรับไหว
2.เลือกทำเล:
- พิจารณาความสะดวกในการเดินทาง สิ่งอำนวยความสะดวก สภาพแวดล้อม
- ศึกษาข้อมูลโครงการ เปรียบเทียบราคา
3.เลือกประเภทบ้าน:
- พิจารณาขนาดของครอบครัว ความต้องการในการใช้งาน
- เปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของบ้านแต่ละประเภท
4.ตรวจสอบสภาพบ้าน:
- ตรวจสอบโครงสร้าง ผนัง พื้น ฝ้าเพดาน ประตู หน้าต่าง
- ตรวจสอบระบบไฟฟ้า ประปา
5.เตรียมเอกสาร:
- บัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สลิปเงินเดือน หนังสือรับรองการจ้างงาน
- เอกสารอื่นๆ ที่ธนาคารต้องการ
ขั้นตอนการซื้อบ้าน
6.ทำสัญญาจะซื้อจะขาย:
- ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบ้าน ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน
- ลงลายมือชื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และพยาน
7.ขอสินเชื่อธนาคาร:
- เตรียมเอกสารที่ธนาคารต้องการ
- เปรียบเทียบดอกเบี้ย เงื่อนไข และโปรโมชั่นจากธนาคารต่างๆ
8.ทำสัญญาซื้อขาย:
- ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับบ้าน ราคา เงื่อนไขการชำระเงิน การโอนกรรมสิทธิ์
- ลงลายมือชื่อผู้ซื้อ ผู้ขาย และพยาน
9.โอนกรรมสิทธิ์:
- ไปที่กรมที่ดินพร้อมกับผู้ขาย
- ชำระค่าธรรมเนียมและภาษี
- เปลี่ยนชื่อเจ้าของกรรมสิทธิ์
การปรึกษา
ปรึกษาตัวแทนอสังหาริมทรัพย์:
- ช่วยหาบ้านที่ตรงกับความต้องการ
- ให้ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ เปรียบเทียบราคา
- ช่วยติดต่อธนาคาร
ปรึกษาสถาปนิก:
- ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบบ้าน
- ตรวจสอบสภาพบ้าน
- เขียนแบบแปลนบ้าน
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย:
- ตรวจสอบสัญญาจะซื้อจะขาย และสัญญาซื้อขาย
- ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับกฎหมายการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
ปรึกษาญาติพี่น้อง หรือเพื่อนสนิท:
- ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการซื้อบ้าน
- แนะนำโครงการบ้าน
- ช่วยตรวจสอบสภาพบ้าน
การซื้อบ้าน ต้องใช้เวลาและความพยายาม ควรศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ จะได้ซื้อบ้านที่ตรงใจ ปลอดภัย และคุ้มค่า
#การซื้อคอนโด #HousingChewathai #ขั้นตอนการกู้2567 #การกู้ซื้อบ้าน #การกู้ซื้อคอนโด #การกู้ซื้อทาวน์โฮม


